รถบรรทุก 10 ล้อ กำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับอะไร? ปัจจัยที่เจ้าของธุรกิจควรรู้

Thursday - 04/06/2026

“รถวิ่งทุกวัน แต่เงินไม่เหลือ” คือปัญหาที่เจ้าของธุรกิจขนส่งจำนวนไม่น้อยกำลังเจอ โดยเฉพาะธุรกิจรถบรรทุก 10 ล้อ ที่หลายคนมองว่าเป็นธุรกิจทำเงิน เพราะมีงานขนส่งต่อเนื่องทั้งจากโรงงาน ไซต์ก่อสร้าง และธุรกิจโลจิสติกส์ แต่ในความจริงรถบรรทุก 10 ล้อบางคันทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่บางคันกลับกลายเป็นภาระ ทั้งที่รับงานใกล้เคียงกัน สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “มีงานหรือไม่มีงาน” แต่อยู่ที่การควบคุมต้นทุน การบริหารเที่ยววิ่ง และการจัดการระบบขนส่งอย่างมืออาชีพ 

บทความนี้ Kiattana Transports จะพาไปดูปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถบรรทุก 10 ล้อบางคัน “สร้างเงิน” ขณะที่บางคันกลับ “ดูดเงิน” โดยที่หลายธุรกิจอาจไม่เคยสังเกตมาก่อน

ธุรกิจขนส่ง 10 ล้อไม่ได้แข่งกันที่จำนวนรถ แต่แข่งกันที่ “ต้นทุนต่อเที่ยว”

หลายบริษัทเข้าใจว่ายิ่งมีรถเยอะ ยิ่งมีโอกาสกำไรสูง แต่ในโลกธุรกิจโลจิสติกส์ สิ่งที่สำคัญกว่า คือ “ต้นทุนต่อเที่ยว” เพราะต่อให้รถมีงานวิ่งตลอด แต่ถ้าต้นทุนสูงกว่าราคาค่าขนส่ง สุดท้ายอาจเหลือกำไรน้อยมาก หรือบางครั้งอาจขาดทุนโดยไม่รู้ตัว 
ต้นทุนหลักของรถบรรทุก 10 ล้อ ได้แก่

  • ค่าน้ำมันคิดเป็นประมาณ 30-50% ของต้นทุนการขนส่งทั้งหมด
  • ค่าแรงคนขับ 20-30% ของต้นทุนการขนส่ง
  • ค่าซ่อมบำรุง 5-10% ของต้นทุนการขนส่ง
  • ค่ายาง 3-10% ของต้นทุนการขนส่ง
  • ค่าเสื่อมสภาพรถ 10-20%ของต้นทุนการขนส่ง

แม้เป็นเพียงการควบคุมต้นทุนเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ก็สามารถส่งผลต่อกำไรสุทธิของธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

“เที่ยวเปล่า” ศัตรูเงียบของธุรกิจรถบรรทุก 10 ล้อที่ทำให้กำไรหาย

หนึ่งในต้นทุนที่หลายธุรกิจมองข้าม คือ “เที่ยวเปล่า” หมายถึงรถบรรทุกวิ่งกลับมาโดยไม่มีสินค้า รวมถึงการวิ่งไปรับงานในระยะทางที่ไม่คุ้มต้นทุน ทำให้เสียทั้งน้ำมัน เวลา และค่าแรง

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย เช่น

  • วิ่งส่งสินค้าไปต่างจังหวัด แต่ขากลับไม่มีงาน
  • รถจอดรอคิวโหลดสินค้านานหลายชั่วโมง
  • รับงานที่ระยะทางไกล แต่ค่าขนส่งต่ำ ไม่คุ้มต้นทุน
  • เส้นทางอ้อมหรือรถติดหนักจนใช้น้ำมันเกินจำเป็น

ปัจจุบันธุรกิจขนส่งจำนวนมาก จึงให้ความสำคัญกับ “การวางแผนเส้นทาง” และ “การบริหารเที่ยววิ่ง” มากขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้รถ

ค่าน้ำมันขึ้นนิดเดียว อาจกระทบกำไรทั้งเดือน 

สำหรับธุรกิจรถบรรทุก 10 ล้อ ค่าน้ำมันถือเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักที่กระทบกำไรโดยตรง โดยเฉพาะรถที่วิ่งระยะไกลหรือมีเที่ยววิ่งต่อวันสูง

ลองคำนวณง่ายๆ ถ้ารถบรรทุก 10 ล้อที่วิ่งเฉลี่ย 10,000 กิโลเมตรต่อเดือน และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงประมาณ 5 กิโลเมตรต่อลิตร จะใช้น้ำมันราว 2,000 ลิตรต่อเดือน 

นั่นหมายความว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 บาทต่อลิตร สามารถเพิ่มต้นทุนได้ประมาณ 2,000 บาทต่อคันต่อเดือน หรือกว่า 24,000 บาทต่อคันต่อปี โดยที่ปริมาณงานขนส่งยังเท่าเดิม

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ พฤติกรรมคนขับรถ ที่ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันโดยไม่จำเป็น เช่น 

  • เหยียบคันเร่งแรง
  • เบรกบ่อย
  • ใช้ความเร็วเกินจำเป็น
  • ปล่อยเครื่องเดินเบานาน
  • ใช้เส้นทางที่ไม่เหมาะสม

ทั้งหมดนี้ทำให้ค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น หลายบริษัทเริ่มใช้ระบบ GPS Tracking และระบบวิเคราะห์พฤติกรรมการขับรถ เพื่อช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง

รถเสีย 1 ครั้ง ความเสียหายอาจมากกว่าค่าซ่อม 

หลายคนคิดว่า “ค่าซ่อม” คือค่าใช้จ่ายหลักเวลารถเสีย แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งที่เสียมากกว่าคือ “โอกาสทางธุรกิจ” เพราะเมื่อรถเสียกลางทาง อาจเกิดผลกระทบตามมา เช่น

  • ส่งสินค้าล่าช้า
  • ลูกค้าเสียความเชื่อมั่น
  • ถูกปรับจากการส่งของไม่ตรงเวลา
  • เสียโอกาสรับงานในอนาคตต้องหยุดรถหลายวัน

ธุรกิจขนส่งที่บริหารดี มักให้ความสำคัญกับ Preventive Maintenance หรือการดูแลรถเชิงป้องกัน เพื่อลดโอกาสเกิดปัญหาใหญ่ในระยะยาว

รับงานเยอะ ไม่ได้แปลว่ากำไรเยอะเสมอไป 

เจ้าของรถบรรทุกหลายรายพยายามรับงานทุกประเภท เพราะคิดว่ายิ่งรถวิ่งเยอะยิ่งมีรายได้มาก แต่ในความจริง บางงานอาจมีต้นทุนแฝงสูงกว่าที่คิด เช่น

  • จุดโหลดสินค้ารอนาน
  • เส้นทางรถติดหนัก
  • ต้องใช้แรงงานเพิ่ม
  • เสี่ยงสินค้าเสียหาย
  • มีข้อกำหนดความปลอดภัยสูง

ดังนั้นการเลือกรับงานที่เหมาะกับประเภทรถ ความสามารถของทีม และต้นทุนของบริษัทจึงสำคัญกว่าการรับทุกงานโดยไม่วิเคราะห์ความคุ้มค่า

เทคโนโลยีกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจขนส่งยุคใหม่

ปัจจุบันธุรกิจขนส่งไม่ได้แข่งขันกันแค่จำนวนรถ แต่แข่งขันกันที่ “ระบบบริหารจัดการ” หลายบริษัทเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น

  • GPS Tracking
  • Fleet Management
  • ระบบวิเคราะห์ค่าน้ำมัน
  • ระบบวางแผนเส้นทาง
  • ระบบติดตามพฤติกรรมคนขับ

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการขนส่ง และช่วยให้บริหารงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

KPI ตัวชี้วัดสำคัญที่เจ้าของรถบรรทุกควรติดตาม 

การบริหารรถบรรทุกให้มีกำไร ไม่ใช่แค่มีงานวิ่ง แต่ต้อง “วัดผลเป็น” ผ่านตัวชี้วัด (KPI)  ที่สำคัญเพื่อให้เห็นต้นทุน รายได้ และประสิทธิภาพที่แท้จริงของแต่ละคัน เช่น 

  • ต้นทุนต่อกิโลเมตร (Cost per KM) เป็นตัวชี้วัดว่ารถแต่ละคันมีต้นทุนการวิ่งเฉลี่ยกี่บาทต่อกิโลเมตร โดยรวมค่าน้ำมัน ค่าแรง ค่าซ่อมบำรุง และค่าเสื่อมสภาพรถ ช่วยให้สามารถประเมินความคุ้มค่าของแต่ละงานขนส่งได้แม่นยำมากขึ้น
  • รายได้ต่อกิโลเมตร (Revenue per KM) ใช้วัดว่ารถสร้างรายได้เฉลี่ยกี่บาทต่อกิโลเมตร หากรายได้ต่อกิโลเมตรต่ำกว่าต้นทุนต่อกิโลเมตร ธุรกิจอาจกำลังรับงานที่ไม่คุ้มค่าโดยไม่รู้ตัว
  • อัตราการใช้รถ (Fleet Utilization) ใช้วัดว่ารถถูกนำไปใช้งานมากน้อยเพียงใด หากรถจอดว่างบ่อย แม้จะไม่มีค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน แต่ยังคงมีต้นทุนคงที่ เช่น ค่าผ่อนรถ ค่าประกัน และค่าเสื่อมสภาพเกิดขึ้นอยู่เสมอ
  • อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน (Fuel Consumption) เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถ ซึ่งได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการขับขี่ น้ำหนักบรรทุก และสภาพเส้นทาง การติดตามอย่างสม่ำเสมอช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สัดส่วนเที่ยวเปล่า (Empty Mileage) หมายถึงระยะทางที่รถวิ่งโดยไม่มีสินค้า ยิ่งมีสัดส่วนเที่ยวเปล่าสูงเท่าไร ต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น การหา Backhaul หรือสินค้าขากลับจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ดังนั้นธุรกิจที่ติดตาม KPI เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จะสามารถควบคุมต้นทุนพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพและตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้นในทุกเที่ยววิ่ง

ธุรกิจรถบรรทุก 10 ล้อ ยังน่าลงทุนไหม? 

แม้ต้นทุนธุรกิจขนส่งจะสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ความต้องการด้านโลจิสติกส์ยังเติบโต ทั้งจากภาคอุตสาหกรรม โรงงาน E-Commerce และธุรกิจขนส่งเฉพาะทาง สิ่งสำคัญคือ เจ้าของธุรกิจต้องบริหารต้นทุนให้เป็น และวางระบบการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในวันนี้ “คนที่อยู่รอด” อาจไม่ใช่คนที่มีรถเยอะที่สุด แต่คือคนที่ควบคุมต้นทุนได้ดีที่สุด

หลายคนมักมีคำถามเกี่ยวกับธุรกิจรถบรรทุก 10 ล้อ

Q: รถบรรทุก 10 ล้อ เดือนหนึ่งกำไรประมาณเท่าไร? 
A: กำไรขึ้นอยู่กับประเภทงาน ระยะทาง ค่าน้ำมัน จำนวนเที่ยววิ่ง และต้นทุนการบริหาร โดยแต่ละธุรกิจอาจมีกำไรแตกต่างกันมาก จึงควรคำนวณต้นทุนต่อเที่ยวและกำไรสุทธิก่อนตัดสินใจลงทุน

Q: ต้นทุนหลักของธุรกิจรถบรรทุก 10 ล้อ คืออะไร?
A: ต้นทุนหลัก ได้แก่ ค่าน้ำมัน ค่าแรงคนขับ ค่าซ่อมบำรุง ค่ายาง ค่าประกัน และค่าเสื่อมสภาพรถ 

Q: ทำไมรถบรรทุกวิ่งงานทุกวัน แต่บางธุรกิจยังขาดทุน? 
A: เพราะอาจมีต้นทุนแฝง เช่น เที่ยวเปล่า รถจอดรอสินค้า ค่าน้ำมันสูง หรือค่าซ่อมสะสม ทำให้รายได้ไม่เหลือเป็นกำไรจริง

Q: รถบรรทุก 10 ล้อ เหมาะกับงานขนส่งแบบไหน? 
A: เหมาะสำหรับงานขนส่งสินค้าอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง สินค้าเกษตร งานโลจิสติกส์ระยะไกล รวมถึงงานขนส่งเฉพาะทางบางประเภท

Q: วิธีลดต้นทุนธุรกิจรถบรรทุก 10 ล้อ ทำอย่างไร? 
A: ควรวางแผนเส้นทาง ลดเที่ยวเปล่า ดูแลรถเชิงป้องกัน และใช้ระบบ GPS Tracking เพื่อตรวจสอบการใช้งานรถและพฤติกรรมการขับขี่

ธุรกิจรถบรรทุก 10 ล้อ จะรอดหรือร่วง อยู่ที่การบริหารมากกว่าที่คิด 

ธุรกิจรถบรรทุก 10 ล้อ อาจดูเป็นธุรกิจที่มีรายได้ต่อเนื่อง แต่หากบริหารต้นทุนไม่ดี ก็มีโอกาสขาดทุนได้เช่นกัน การลดเที่ยวเปล่า วางแผนเส้นทาง ดูแลรถอย่างสม่ำเสมอ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหาร คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจขนส่งเติบโตได้ในระยะยาว
หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาผู้ให้บริการขนส่งที่เข้าใจต้นทุน ความปลอดภัย และการบริหารเที่ยววิ่งอย่างมืออาชีพ Kiattana Transports พร้อมให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์สำหรับภาคอุตสาหกรรม ด้วยมาตรฐานการทำงานที่น่าเชื่อถือ ระบบบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ และทีมงานที่มีประสบการณ์

สนใจติดต่อ:
โทร: 02-501-7330
Email: marketing@kiattana.co.th