7 แผนรับมือฉุกเฉิน เมื่อเกิดอุบัติเหตุระหว่างขนส่งวัตถุไวไฟ

Tuesday - 11/08/2026

การขนส่งวัตถุไวไฟเป็นงานโลจิสติกส์ที่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นพิเศษ เพราะอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นรถชน รถพลิกคว่ำ ภาชนะบรรจุเสียหาย หรือสารรั่วไหล อาจนำไปสู่เพลิงไหม้ การระเบิด และผลกระทบต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้

เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวสินค้าหรือรถขนส่ง แต่ยังอาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู ตลอดจนความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการในระยะยาวบริษัทขนส่งวัตถุอันตรายจึงควรมีแผนตอบสนองเหตุฉุกเฉิน หรือ Emergency Response Plan ที่กำหนดหน้าที่ ขั้นตอนการสื่อสาร ช่องทางแจ้งเหตุ และวิธีปฏิบัติให้เหมาะกับวัตถุแต่ละชนิดอย่างชัดเจน 

ความเสี่ยงระหว่างขนส่งวัตถุไวไฟมีอะไรบ้าง? 

การขนส่งวัตถุอันตรายแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อตลอดทาง และหากเกิดเหตุขึ้น ผลกระทบมักจะรุนแรงกว่าการขนส่งสินค้าทั่วไป โดยความเสี่ยงที่พบได้บ่อย มีดังนี้

 

  • รถชนหรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง เช่น รถชนท้าย เฉี่ยวชน หรือชนสิ่งกีดขวางบนถนน รวมถึงกรณีรถเสียหลักหรือพลิกคว่ำ
  • ถังบรรทุกหรือบรรจุภัณฑ์ได้รับความเสียหาย อาจทำให้สารเคมีหกรั่วไหลหรือเกิดไอระเหยได้ เช่น การกระแทกจากอุบัติเหตุ การเสื่อมสภาพของวัสดุ การปิดผนึกไม่แน่น หรือการจัดเรียงสินค้าไม่เหมาะสม สินค้าเคลื่อนตัว หล่น หรือกระแทกกัน
  • เกิดประกายไฟจากการเสียดสี ไฟฟ้าสถิต หรือระบบไฟฟ้า เกิดความร้อนสะสมหรือปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดเพลิงไหม้หรือการระเบิด ทำให้ผู้ปฏิบัติงานหรือประชาชนสัมผัสสารอันตราย ตลอดจนสารรั่วไหลลงสู่ดิน แหล่งน้ำ หรือสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากวัตถุไวไฟถูกจัดอยู่ในกลุ่ม วัตถุอันตราย (Hazardous Materials/Dangerous Goods) จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยานพาหนะ บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ขนส่ง เอกสารกำกับ และการฝึกอบรมพนักงาน

7 แนวทางรับมือฉุกเฉินที่ควรรู้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุระหว่างขนส่งวัตถุไวไฟ  

เมื่อความเสี่ยงอาจจะเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่ทันตั้งตัว ทำให้การรู้ว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ต้องรับมืออย่างไรให้ทันท่วงทีและปลอดภัยที่สุด 

1.ประเมินสถานการณ์และแจ้งเหตุทันที

เมื่อเกิดเหตุขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือควบคุมสติและประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว โดยเริ่มแรกผู้ขับขี่ควรหยุดรถในจุดที่ปลอดภัยที่สุด ก่อนแจ้งไปยังศูนย์ควบคุมของบริษัท และโทรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยดับเพลิง หน่วยกู้ภัย หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องระบุพิกัดที่เกิดเหตุและชนิดของวัตถุไวไฟที่บรรทุกมาให้ชัดเจน

เบอร์สำหรับแจ้งเหตุ หากเกิดอุบัติเหตุระหว่างการขนส่งวัตถุไวไฟ

  • แจ้งเหตุด่วน: สายด่วน 191
  • แจ้งเหตุเพลิงไหม้: สายด่วน 199
  • แจ้งสารเคมีรั่วไหล: สายด่วน 1650
  • แจ้งเหตุเจ็บป่วย บาดเจ็บ: สายด่วน 1669

การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเตรียมรับมือได้ถูกต้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ลดความล่าช้าในการควบคุมสถานการณ์

2. แยกผู้ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่อันตราย

หลังจากแจ้งเหตุแล้ว ควรป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้บริเวณเกิดเหตุ โดยให้ความสำคัญกับการอพยพคนออกจากพื้นที่เสี่ยงก่อนการปกป้องรถหรือสินค้า หากสถานการณ์ปลอดภัยเพียงพอและผู้ปฏิบัติงานผ่านการฝึกอบรม อาจใช้อุปกรณ์เตือนเพื่อป้องกันรถหรือประชาชนเข้าใกล้ เช่น กรวยจราจร เทปกั้นเขตอันตราย ป้ายเตือนวัตถุอันตราย ไฟสัญญาณหรืออุปกรณ์สะท้อนแสง

ระยะห่างที่ปลอดภัยไม่ควรกำหนดด้วยการคาดเดา แต่ต้องพิจารณาจากชนิดและปริมาณของวัตถุ สภาพอากาศ ทิศทางลม ลักษณะภูมิประเทศ และคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ที่สำคัญควรห้ามไม่ให้ผู้คนในพื้นที่สูบบุหรี่ ห้ามจุดไฟ ห้ามใช้อุปกรณ์ที่อาจก่อประกายไฟ และไม่ให้ผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเข้าไปในเขตอันตราย

3. ระบุชนิดของวัตถุจากป้ายและเอกสารการขนส่ง

วัตถุไวไฟแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน การระบุสารผิดอาจทำให้เลือกวิธีควบคุมเหตุไม่เหมาะสมและเพิ่มความรุนแรงของสถานการณ์ ข้อมูลที่ควรตรวจสอบและแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ ได้แก่

  • หมายเลข UN Number
  • ป้าย Hazard Class หรือป้ายแสดงประเภทความอันตราย
  • ชื่อผลิตภัณฑ์หรือชื่อสาร
  • เอกสารกำกับการขนส่ง
  • เอกสารข้อมูลความปลอดภัย หรือ Safety Data Sheet: SDS
  • ปริมาณและลักษณะบรรจุภัณฑ์
  • ข้อมูลผู้ผลิตหรือเจ้าของสินค้า

SDS จะมีข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นอันตราย วิธีปฐมพยาบาล สารดับเพลิงที่เหมาะสม วิธีควบคุมการรั่วไหล อุปกรณ์ป้องกัน และข้อมูลสำหรับการขนส่ง จึงควรจัดเตรียมให้พร้อมใช้งานและเข้าถึงได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ

4. ใช้อุปกรณ์ควบคุมเหตุเฉพาะเมื่อผ่านการฝึกอบรม

รถที่ใช้ขนส่งวัตถุไวไฟควรมีอุปกรณ์ฉุกเฉินที่เหมาะกับวัตถุและรูปแบบการขนส่ง เช่น

  • ถังดับเพลิงชนิดที่เหมาะสม
  • ชุดควบคุมการหกรั่วไหล หรือ Spill Kit
  • วัสดุดูดซับสารเคมี
  • อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หรือ PPE
  • อุปกรณ์ปิดกั้นท่อระบายน้ำ
  • อุปกรณ์สื่อสารและไฟสัญญาณฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม การมีอุปกรณ์ไม่ได้หมายความว่าผู้ขับขี่ควรเข้าไปควบคุมเหตุด้วยตนเองทุกครั้ง ควรใช้อุปกรณ์เฉพาะเมื่อผ่านการอบรม เหตุยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และการดำเนินการไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย

ไม่ควรสรุปว่าน้ำสามารถใช้ดับวัตถุไวไฟได้ทุกชนิด เพราะสารบางประเภทอาจทำปฏิกิริยากับน้ำ หรือทำให้น้ำพาสารกระจายออกไปเป็นวงกว้าง วิธีดับเพลิงและควบคุมการรั่วไหลต้องอ้างอิงจาก SDS และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ

5. สื่อสารกับทุกฝ่ายผ่านศูนย์ประสานงานเดียวกัน

การจัดการเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและการสื่อสารอย่างเป็นระบบ ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจประกอบด้วย

  • พนักงานขับรถและผู้ช่วย
  • ศูนย์ควบคุมการขนส่ง
  • ผู้ส่งสินค้าและผู้รับสินค้า
  • หน่วยดับเพลิงและกู้ภัย
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • หน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน
  • หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม
  • ผู้เชี่ยวชาญของบริษัทหรือเจ้าของสาร

บริษัทควรกำหนดผู้รับผิดชอบหลักในการประสานงาน เพื่อลดปัญหาข้อมูลไม่ตรงกันและป้องกันการสั่งการซ้ำซ้อน ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ไฟลุกลาม สารรั่วเพิ่ม หรือทิศทางลมเปลี่ยน ควรแจ้งให้ศูนย์ควบคุมและเจ้าหน้าที่ทราบทันที

6. บันทึกข้อมูลหลังพื้นที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัย

หลังจากเจ้าหน้าที่ควบคุมเหตุและยืนยันว่าพื้นที่มีความปลอดภัยแล้ว บริษัทควรรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ เช่น

  • วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุ
  • ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
  • สภาพรถและบรรจุภัณฑ์
  • ชนิดและปริมาณสารที่รั่วไหล
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บและความเสียหาย
  • หน่วยงานที่เข้าร่วมควบคุมเหตุ
  • เวลาที่แจ้งเหตุและเวลาที่เจ้าหน้าที่มาถึง
  • ภาพถ่ายหรือวิดีโอจากจุดเกิดเหตุ
  • ข้อมูล GPS และกล้องประจำรถ
  • การดำเนินการที่ได้ทำไปแล้ว

ไม่ควรเข้าไปถ่ายภาพหรือเก็บหลักฐานในพื้นที่อันตรายก่อนที่เจ้าหน้าที่จะอนุญาต ความปลอดภัยต้องมาก่อนการบันทึกข้อมูลเสมอ

7. วิเคราะห์สาเหตุและปรับปรุงแผนฉุกเฉิน

หลังเหตุการณ์สิ้นสุด บริษัทควรจัดประชุมทบทวนเหตุการณ์ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยอาจพิจารณาประเด็นต่าง ๆ เช่น

  • สภาพรถหรืออุปกรณ์มีความผิดปกติหรือไม่
  • บรรจุภัณฑ์เหมาะสมกับวัตถุหรือไม่
  • การวางแผนเส้นทางมีจุดบกพร่องหรือไม่
  • ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามขั้นตอนหรือไม่
  • การแจ้งเหตุรวดเร็วและครบถ้วนหรือไม่
  • อุปกรณ์ฉุกเฉินเพียงพอและพร้อมใช้หรือไม่
  • การประสานงานระหว่างหน่วยงานมีปัญหาหรือไม่

ผลจากการวิเคราะห์ควรนำไปปรับปรุง SOP และ Emergency Response Plan รวมถึงใช้วางแผนฝึกซ้อมสถานการณ์ฉุกเฉิน อบรมพนักงาน และตรวจสอบอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ

ทั้ง 7 ขั้นตอนต้องอาศัยความรวดเร็ว ความถูกต้องของข้อมูล และการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย โดยการรับมือที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เริ่มขึ้นในวินาทีที่เกิดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่เริ่มจากการเตรียมแผน บุคลากร และอุปกรณ์ให้พร้อมตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง

จะลดความเสี่ยงในการขนส่งวัตถุไวไฟตั้งแต่ต้นทางได้อย่างไร?

นอกจากการเตรียมแผนรับมือเมื่อเกิดเหตุแล้ว การป้องกันตั้งแต่ต้นทางก็เป็นสิ่งที่ช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบริษัทขนส่งวัตถุอันตราย ควรให้ความสำคัญกับแนวทางป้องกันความเสี่ยง ดังต่อไปนี้

  • ตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
  • ตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานและปิดผนึกแน่นหนา
  • เลือกเส้นทางที่เหมาะสมและปลอดภัย
  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง
  • อบรมผู้ปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจเอกสารกำกับขนส่งให้ถูกต้องและครบถ้วน
  • ติดตามรถขนส่งแบบ Real-time
  • มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจนตลอดการขนส่ง

แม้ไม่มีต้องการให้อุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่การเตรียมพร้อมอย่างรอบด้านจะช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความน่าเชื่อถือของบริษัทได้ด้วย

การเลือกบริษัทขนส่งวัตถุอันตราย ควรพิจารณาอะไรบ้าง?

การเลือกผู้ให้บริการขนส่งวัตถุไวไฟที่เหมาะสม เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วย ลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้น โดยสามารถพิจารณาจากคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

  • ต้องมีประสบการณ์ด้านการขนส่งวัตถุอันตรายโดยเฉพาะ
  • พนักงานผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยอย่างถูกต้อง
  • รถขนส่งได้มาตรฐานและผ่านการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
  • มีระบบ GPS Tracking ติดตามการขนส่งแบบ Real-time
  • มีแผนรับมือฉุกเฉินที่พร้อมใช้งานตลอดเวลา
  • มีประกันภัยที่ครอบคลุมความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น
  • ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านวัตถุอันตรายอย่างเคร่งครัด

การเลือกผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งด้านความปลอดภัย ต้นทุน ส่งผลให้บริษัทมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับขนส่งวัตถุไวไฟ (FAQ)

Q: หากเกิดเหตุไฟไหม้ระหว่างการขนส่ง ควรใช้น้ำดับไฟได้เลยหรือไม่? 
A: ไม่ควร เพราะวัตถุไวไฟบางชนิดทำปฏิกิริยากับน้ำแล้วยิ่งรุนแรงขึ้น ควรตรวจสอบเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของรถขนส่งคันนั้น ก่อนเลือกวิธีดับเพลิงที่เหมาะสม

Q: บริษัทขนส่งวัตถุไวไฟต้องมีอะไรบ้างตามกฎหมาย? 
A: ต้องมีรถและบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน มีเอกสารกำกับการขนส่งครบถ้วน พนักงานผ่านการอบรมและมีแผนรับมือเหตุฉุกเฉินพร้อมใช้งาน

Q: ใครควรเป็นคนแจ้งเหตุก่อนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ? 
A: ผู้ขับขี่ควรแจ้งศูนย์ควบคุมของบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมระบุพิกัดและชนิดของวัตถุไวไฟที่บรรทุก

Q: เลือกบริษัทขนส่งวัตถุไวไฟ ควรดูอะไรเป็นอันดับแรก? 
A: ควรดูว่าบริษัทมีประสบการณ์ขนส่งอันตรายโดยตรง พนักงานผ่านการอบรม และมีแผนรับมือเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน

 

ให้ทุกการขนส่งวัตถุไวไฟเป็นไปอย่างปลอดภัย ด้วย Kiattana Transport

การขนส่งวัตถุไวไฟไม่ใช่เพียงการเคลื่อนย้ายสินค้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการวางแผน การควบคุมความเสี่ยง และการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมความพร้อมของรถ การอบรมพนักงาน ไปจนถึงการมีแผนรับมือที่ชัดเจน เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

หากธุรกิจของคุณต้องการขนส่งวัตถุอันตรายหรือวัตถุไวไฟอย่างปลอดภัย Kiattana Transport พร้อมดูแลธุรกิจของคุณด้วยประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์มากกว่า 30 ปี พร้อมระบบบริหารความปลอดภัยตามมาตรฐาน และให้ความสำคัญกับการวางแผนอย่างรัดกุมในทุกขั้นตอน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายตลอดเส้นทางการขนส่ง

 


 

สนใจติดต่อ:
โทร: 02-501-7330
Email: marketing@kiattana.co.th

เรียบเรียงโดย: ฝ่ายปฏิบัติการขนส่ง Kiattana Transport
ตรวจสอบความถูกต้องด้านความปลอดภัยโดย: ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัย (QHSE Manager)

บทความนี้จัดทำขึ้นจากแนวทางการปฏิบัติงานด้านการขนส่งวัตถุอันตราย ประสบการณ์การดำเนินงานของ Kiattana Transport และข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยงระหว่างการขนส่ง